ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร PTT NGV FOCUS  http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


              หนึ่งในอุบัติเหตุท้องถนนที่พบหลายครั้งในปัจจุบันคือ อุบัติเหตุไฟไหม้รถใช้ก๊าซ ซึ่งไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น ยังสร้างความวิตกกังวลต่อผู้ใช้รถใช้ถนนอีกด้วย Insight & Innovation ฉบับนี้ จึงขอเล่าถึงสาเหตุของการเกิดไฟไหม้ในรถใช้ก๊าซ รวมไปถึงบทบาทหน้าที่ของผู้ใช้รถ NGV และผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดตั้งอุปกรณ์ NGV หรือผู้ตรวจและทดสอบอุปกรณ์ NGV ที่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบก เนื่องจากการกระทำของทุกท่านมีผลต่อความปลอดภัยในการใช้รถ NGV นั่นเอง

382FD9AB-F19E-4FA2-827E-E7F305E643CB

             สาเหตุหนึ่งของอุบัติเหตุไฟไหม้ในรถใช้ก๊าซ NGV มาจากการที่มีเชื้อเพลิงรั่วไหลระหว่างการใช้งานไม่ว่าน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล หรือก๊าซ ประกอบกับมีประกายไฟจากภายในหรือภายนอกรถเกิดขึ้นก็มีโอกาสเกิดไฟลุกไหม้ได้ เช่น กรณีเฉี่ยวชนอย่างงรุนแรง อาจทำให้เชื้อเพลิงรั่วไหลพร้อมมีประกายไฟเกิดขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดไฟลุกไหม้              จากสาเหตุในเบื้องต้น ยังมีองค์ประกอบอื่นที่ทำให้เกิดไฟไหม้ คือ เชื้อเพลิง ความร้อนหรือประกายไฟและอากาศ หากผู้ใช้รถสามารถควบคุมองค์ประกอบตัวใดใน 3 องค์ประกอบได้ ก็สามารถลดความเสี่ยงหรือป้องกันการเกิดไฟไหม้ เช่น รถ NGV มีปัญหาสายไฟหมดอายุการใช้งาน อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร และในขณะนั้นมีเชื้อเพลิงรั่วไหลอยู่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดไฟไหม้ได้หากผู้ใช้รถสามารถควบคุมสาเหตุที่ทำให้ก๊าซรั่วได้ ก็จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้ได้อย่างแน่นอน Image             อุบัติเหตุไฟไหม้ สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงได้ โดยการบำรุงรักษาระบบก๊าซ ให้มีสภาพสมบูรณ์อยู่เสมอ ซึ่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลักสามารถทำได้ ดังนี้ ผู้ใช้รถ NGV              ผู้ใช้รถ NGV จำนวนมากขาดการดูแลรักษาอุปกรณ์ NGV คือ เมื่อทำการติดตั้ง NGV เรียบร้อยแล้ว ไม่นำรถมาตรวจระบบก๊าซ ณ ศูนย์ติดตั้ง NGV อย่างสม่ำเสมอ หรือละเลยการนำรถมาตรวจและทดสอบอุปกรณ์ NGV และถัง CNG กับผู้ตรวจและทดสอบอุปกรณ์ฯ ตามที่กฎหมายกำหนด หากมีก๊าซรั่วในระบบหรืออุปกรณ์ชำรุดเสียหาย/หมดอายุการใช้งาน ผู้ใช้รถ NGV ไม่ทราบปัญหา จึงไม่ได้ทำการแก้ไข ฉะนั้นสิ่งที่ผู้ใช้รถควรปฏิบัติ คือ              1.  นำรถเข้าตรวจระบบก๊าซ NGV อย่างน้อยทุกๆ 20,000 กิโลเมตร โดยศูนย์ติดตั้ง NGV ที่ได้มาตรฐาน              2.  นำรถไปตรวจและทดสอบอุปกรณ์ NGV และถัง CNG กับผู้ตรวจและทดสอบอุปกรณ์ฯ ปีละ 1 ครั้ง ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด              3.  ทำการตรวจเช็คระบบก๊าซและอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตนเองเป็นประจำทุกสัปดาห์ หรืออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่อรู้วิธีปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถ NGV แล้ว มารู้ถึงขั้นตอนหากรถ NGV เกิดก๊าซรั่ว              1.  เมื่อได้กลิ่นก๊าซ ให้ดับเครื่องยนต์ทันที เพื่อตัดการจ่ายเชื้อเพลิงทั้งก๊าซ NGV และน้ำมัน              2.  เปิดกระจกหรือประตูรถ เพื่อระบายอากาศภายในรถ              3.  ปิดวาล์วที่หัวถัง CNG เพื่อหยุดการไหลของก๊าซ และห้ามกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดประกายไฟ              4.  กรณีเป็นเครื่องยนต์เชื้อเพลิง 2 ชนิดหรือเครื่องยนต์เชื้อเพลิงร่วม หากตรวจสอบแล้วว่าไม่มีก๊าซรั่วเพิ่มเติมให้นำรถเข้าไปยังศูนย์ติดตั้งฯ เพื่อตรวจสอบต่อไป โดยใช้ระบบน้ำมันก่อน เพื่อความปลอดภัย              5.  หากเกิดไฟไหม้ที่ตัวรถให้รีบดับเครื่องยนต์ เพื่อตัดการทำงานของโซลินอยล์วาล์ว และรีบออกห่างจากรถ หรือพยายามดับไฟที่แหล่งกำเนิด โดยใช้เครื่องดับเพลิงที่เหมาะสม เช่น ผงเคมีชนิด ABC หากพิจารณาเห็นว่าไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้ามาช่วยเหลือทันที

PENTAX Image

ผู้ติดตั้งอุปกรณ์ NGV               ผู้ติดตั้งอุปกรณ์ NGV ควรดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์และระบบ NGV ให้ตรงตามมาตรฐานกำหนด อีกทั้งเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพในการติดตั้ง หากทำการติดตั้งไม่เป็นไปตามมาตรฐาน หรือเลือกใช้อุปกณ์ผิดประเภท เช่น นำท่อน้ำ/ท่อน้ำมันติดตั้งแทนท่อก๊าซแรงดันต่ำ เพื่อลดต้นทุนในการติดตั้ง ส่งผลให้อุปกรณ์บางชนิด อาจมีอายุการใช้งานสั้นกว่าปกติ และเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้ได้ ผู้ตรวจและทดสอบอุปกรณ์ NGV ที่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบก              ผู้ตรวจและทดสอบอุปกรณ์ฯ ทำการตรวจสอบรถ NGV โดยตรวจสอบอุปกรณ์ NGV ว่ามีสภาพสมบูรณ์หรือไม่ พร้อมตรวจการรั่วไหลของก๊าซ หากผู้ตรวจและทดสอบฯ ละเลยการตรวจสอบอย่างจริงจัง ตรวจเพียงเอกสารประกอบเท่านั้น ทำให้ไม่พบปัญหาและไม่มีการแจ้งให้เจ้าของรถทราบเพื่อนำรถไปแก้ไข ทำให้รถมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ในอนาคต

22406_images

             ผู้ใช้รถ NGV ทุกท่านควรใส่ใจนำรถไปตรวจและทดสอบอุปกรณ์ NGV และถัง CNG ตามระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งขอความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เข้มงวดในหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถ NGV รวมถึงสร้างความอุ่นใจให้กับเพื่อนร่วมทาง อีกทั้งเป็นอีกหนึ่งกำลังที่จะช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุรถ NGV ที่เกิดขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com 


               ในฉบับที่ผ่านมาเราได้คุณผู้อ่านไปรู้จักกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาและความสำคัญของก๊าซธรรมชาติกันแล้ว มาถึงฉบับนี้เรายงมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติที่อยากนำมาบอกต่อกันอีกถึง  “ประโยชน์และความคุ้มค่า” ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ

oil

               ย้อนกลับไปถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการแสวงหาก๊าซธรรมชาติคือ “นำมาเป็นเชื้อเพลิง” ซึ่งการส่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงป้อนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม เรามักได้ยินเสมอว่าเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่าเปรียบเหมือนนำไม้สักเผาทำฝืน คำกล่าวนี้แม้จะใกล้เคียงความจริง แต่อาจไม่ช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนนัก เพราะแท้จริงแล้วการส่งก๊าซธรรมชาติเข้าเตาเผาเสมือนกับการส่งไม้สักทั้งท่อนไปเป็นฝืนโดยไม่ผ่านการจัดการใดๆ ทั้งที่ไม้สักท่อนนั้นสามารถถากเอาแต่เปลือก ตัดตาไม้ที่มีตำหนิหรือสับเป็นชิ้นเล็กๆก็ใช้เป็นฟืนได้เหมือนกัน โดปริมาณเชื้อเพลิงไม่ได้ลดน้อยลงไป ส่วนไม้แผ่นหรือไม้ชิ้นสวยๆ นั้นก็สามารถนำไปใช้ระโยชน์ด้านอื่นๆได้สมคุณค่ากว่า เช่น เป็นวัตถุดิบในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

               ดั้งนั้น การจัดการไม้สักให้คุ้มค่าก็ต้องมีการลงทุน และการลงทุนก็ต้องพิจารณาว่ามีไม้สักมากพอที่จะป้อนให้คนงานที่ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ทำอย่างคุ้มค่าแรงหรือไม่ และเมื่อได้วัตถุดิบส่งไปทำเฟอร์นิเจอร์แล้ว ความต้องการในตลาดมีมากพอหรือมีตลาดรองรับหรือไม่

               ก๊าซธรรมชาติก็เช่นกัน หากต้องการ “โรงแยกก๊าซธรรมชาติ” เพื่อแยกก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรม แต่ทั้งหมดก็ต้องพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนเป็นสำคัญในบางกรณีอาจต้องดูคุณภาพของไม้สักด้วย เช่น ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในพม่าเป็นก๊าซธรรมชาติที่มีคุณภาพต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติที่ขุดได้ในอ่าวไทยจึงส่งจากแหล่งขุดเจาะเข้าโรงไฟฟ้าโดยตรงไม่ผ่านโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็นต้น

news_img_40007_1

               แม้ว่าการตั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติจะได้วัตถุดิบที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อนำมาใช้ใน “อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นน้ำ (Upstream)” แต่วัตถุระสงค์หลักของโรงแยกก๊าซธรรมชาติก็คือ การป้อนเชื้อเพลิงให้กับภาคพลังงานเป็นหลัก เรื่องอื่นเป็นผลพลอยได้ เมื่อปริมาณการใช้ที่เพิ่มมากขึ้นจึงทำให้มีความเป็นได้ที่จะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องคือปิโตรเคมีซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ หมายถึงการเกิดโรงงานอุตสาหกรรมอีกมากมาย ทำให้มีการจ้างงานและเกิดธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกนานาชนิดอันเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

               ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้วัตถุดิบจากทั้งโรงกลั่นน้ำมันดิบและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ นำไปใช้ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก ตั้งแต่ชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บรรจุภัณฑ์ไปจนถึงเสื้อผ้า แต่กว่าจะได้นั้นมีต้นทางมาจาก “อุตสาหกรรมต้นน้ำหรือ Upstream Petrochemical Industry ” ตามที่กล่าวมา

               จากต้นน้ำไปยัง “ปลายน้ำหรือ Downstream Petrochemical Industry” นั้นคือการนำผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นมาผ่านกระบวนการต่างๆ ปิโตรเคมีขั้นปลายนี้แบ่งเป็นกลุ่มหลักๆได้แก่ กลุ่มพลาสติก (Plastic Resins) กลุ่มเส้นใยสงเคราะห์ (Synthetic Fibres) กลุ่มยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubbers,Elastomers) และกลุ่มสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์กาว (Synthetic Coating and Adhesive Materials) ซึ่งในการแปรรูปสินค้าข้างต้นนี้จะต้องมีอุตสาหกรรมสนับสนุนคืออุตสาหกรรมแม่พิมพ์ (Mould & Die Industry) เพื่อเตรียมแบบและแม่พิมพ์สำหรับการขึ้นรูปนั่นเอง

               สำหรับอีกด้านหนึ่ง ก๊าซธรรมชาติกล่าวได้ว่าเป็นเชื้อเพลิงแห่งอนาคต หากนิยามความต้องการเชื้อเพลิงในอนาคตหมายถึงพลังงานที่เผาไหม้สะอาดให้ประสิทธิภาพสูงและวางระบบร่วมกันได้ในกระบวนการผลิตและการผลิตความร้อน “ Co-generation การผลิตพลังงานไฟฟ้าร่วมกับพลังงานความร้อน” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งประโยชน์และความคุ้มค่าของก๊าซธรรมชาติ

               อธิบายอย่างง่ายๆว่า โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงเพื่อสร้างพลังงานความร้อนแบบเดิมจะแยกใช้งานจากระบบไฟฟ้าที่ส่งมาตามสาย  แต่ในโรงงานอุตสาหกรรมยุดใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสามารถประหยัดการใช้พลังงานได้อย่างมากเนื่องจากนำความร้อนที่เหลือจากการผลิตไฟฟ้ามาผลิตพลังงานในรูปแบบอื่น เช่น การทำไอน้ำ การอบแห้ง เป็นต้น จึงเป็นการประหยัดและลดการใช้ไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนการผลลดลง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งในทางทฤษฎีระบบ Co-generation จะช่วยประหยัดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ถึง 80% 

               ยัง…ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ก๊าซธรรมชาติยังมีประโยชน์และความคุ้มค่าในอีกแง่หนึ่งคือ “ระบบผลิตความเย็นร่วมกบไฟฟ้า” เรียกชื่อเต็มๆว่า “ระบบผลิตพลังงานความเย็นร่วมกับไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติหรือ Gas District Cooling and Co-generation” เป็นระบบผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นเพื่อใช้ในระบบปรับอากาศภายในอาคาร ซึ่งใช้ในพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างได้ผล เช่น ท่าอากาศยานสากลแห่งใหม่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย รวมถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ส่งผลให้อาคารขนาดใหญ่หลายแห่งในประเทศไทยเริ่มให้ความสนใจกับระบบพลังงานรูปแบบนี้

3

               ระบบผลิตพลังงานความเย็นร่วมกับไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติเหมาะอย่างยิ่งสำหรับระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ ทำงานโดยการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้าและนำพลังงานความร้อนที่เหลือมาผลิตน้ำเย็น ตามหลักการนำพาความร้อน สามารถนำมาใช้กับระบบรับอากาศโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดพลังงานและเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันก็มีประสิทธิภาพในการผลิตความเย็นและไฟฟ้าได้ถึง 80% นับว่าเป็นการใช้ทรัพยากร “ก๊าซธรรมชาติ” ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าเป็นที่สุด

               อ่านจบแล้วลองหันไปมองรอบๆตัว เชื่อว่าข้าวของไม่ต่ำกว่า 10 ชิ้นต้องมี “ส่วนผสมของก๊าซธรรมชาติ” บ้างไม่มากก็น้อย สิ่งเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เรารู้ซึ่งถึง “คุณค่าของพลังงาน” ที่แทรกอยู่ในทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ทุกคนจริงๆ แล้วรอลุ้นกันว่าฉบับหน้าเรื่องราวของ “ก๊าซธรรมชาติ” จะมีอะไรให้ทุกคนเซอร์ไพร์สได้อีก...

 

เทศกาลไหว้พระจันทร์

posted on 14 Aug 2015 23:48 by conroykuze

zhongqiujie4

เทศกาลไหว้พระจันทร์

ซึ่งในปีนี้จะตรงกับวันที่ 19 กันยายน 2556

เทศกาลไหว้พระจันทร์

หรือ เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง

(อังกฤษ: MoonFestival Mid-Autumn Festival

จีนตัวเต็ม: 中秋節; จีนตัวย่อ: 中秋节; พินอิน: zhōngqiū jié;  เป็นเทศกาลตามวัฒนธรรมจีนที่มีขึ้นในกลางฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยว จะมีขึ้นในคืนวันเพ็ญเดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติ (กันยายนตามปฏิทินสากล)

zhongqiujie1

ในเทศกาลนี้ ชาวจีนจะเฉลิมฉลองด้วยการไหว้ดวงจันทร์ในเวลากลางคืน ในบางประเทศ เช่น ฮ่องกง, ไต้หวัน, สิงคโปร์ หรือเวียดนาม จะจัดเป็นประเพณีใหญ่ มีการเฉลิมฉลองด้วยโคมไฟสีแดง เป็นสีสันยามค่ำคืน หรือบางแห่งอาจมีการเชิดมังกร[4] ทั้งนี้จะมีชื่อเรียกต่างกันออกไปตามแต่ท้องถิ่น

นอกจากนี้แล้ว ยังมีขนมชนิดหนึ่ง เรียกว่า "ขนมไหว้พระจันทร์" (月饼) ที่มีสันฐานกลมคล้ายขนมเค้ก ทำจากแป้ง มีไส้ต่าง ๆ เป็นธัญพืช ใช้เซ่นไหว้และรับประทานกันจนเป็นเอกลักษณ์สำหรับเทศกาลนี้

23-8-2556 11-02-12

ที่มาของเทศกาลนี้ เกี่ยวกับเทพปกรณัมจีนที่เล่าถึง เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ที่ชื่อ "ฉางเอ๋อ" (嫦娥) ซึ่งเป็นหญิงคนรักของโฮวอี้ นักยิงธนูแห่งสวรรค์ ที่ใช้ธนูยิงดวงอาทิตย์ตกลงไปถึง 9 ดวงจากทั้งหมด 10 ดวง ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนบัญชาสวรรค์ จึงโดนลงทัณฑ์ให้ไปใช้ัชีวิตธรรมดาเช่นมนุษย์ทั่วไปบนโลกมนุษย์กับฉางเอ๋อ แต่แล้วโฮวอี้ก็ถูกคนสนิททรยศฆ่าตาย ส่วนฉางเอ๋อนางได้ดื่มน้ำอมฤตเพื่อที่จะมีชีวิตอมตะ แล้วเหาะกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้งตามลำพังด้วยความเศร้าสร้อย ในยุคของฮั่นเหวินตี้ (漢文帝) แห่งราชวงศ์ฮั่น ได้ทรงพระสุบินว่า พระองค์ลอยขึ้นไปเที่ยวชมพระราชวังบนดวงจันทร์ และได้พบกับฉางเอ๋อกำลังร่ายรำอยู่อย่างงดงาม ในสุบินนั้น พระองค์ทรงเพลิดเพลินและเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งเมื่อตื่นพระบรรทมและโปรดให้สุบินนั้นเป็นความจริง จึงมีรับสั่งให้นางสนมแต่งตัวและร่ายรำเลียนแบบเทพธิดาฉางเอ๋อที่พระองค์ได้พบเจอมา จนแพร่หลายไปสู่ราษฎรและเป็นประเพณีมา ซึ่งในอดีต ชาวจีนโดยเฉพาะหญิงสาวจะสวดขอพรจากฉางเอ๋อเพื่อที่ขอให้มีความเยาว์วัยและงดงามตลอดไปดุจดั่งนาง  

zhongqiujie6

ตำนาน "ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์" ปรากฏเป็นครั้งแรกในยุคต้นของสมัยจั้นกว๋อ (ยุคสงคราม 475 - 221 ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นเรื่องราวของฉังเอ๋อที่กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ แล้วกลายเป็นเทพธิดาอมตะแห่งดวงจันทร์ ตำนานเกี่ยวกับฉังเอ๋อผู้นี้ได้ถูกแต่งเติมรายละเอียดออกไปอีกในราชวงศ์ ต่อมา ตำนานเรื่อง "เทพธิดาแห่งดวงจันทร์" มีว่า เมื่อครั้งโบราณกาล โลกเรามีดวงอาทิตย์อยู่ถึงสิบดวง นำมาซึ่งภัยพิบัติแก่โลกมนุษย์ ทุกหย่อมหญ้าร้อนระอุเป็นแผ่นดินเพลิง ส่วนที่เป็นน้ำก็เหือดแห้ง ส่วนที่เป็นภูเขาก็ถล่มแผ่นดินแยก ต้นไม้ใบหญ้าแห้งกรอบ ผู้คนไม่มีที่หลบซ่อนอาศัย ในครั้งนั้น ได้ปรากฏวีรบุรุษนามว่า "โฮ่วอี้" เป็นผู้ที่มีฝีมือในการยิงธนูได้แม่นยำอย่างอัศจรรย์ เขายิงธนูขึ้นสู่ฟ้าเพียงดอกเดียวก็ยิงถูกดวงอาทิตย์ถึงเก้าดวง ทำให้เหลืออยู่เพียงดวงเดียว ถือเป็นการขจัดทุกเข็ญให้แก่บรรดาประชาราษฎร์ ผู้คนจึงพากันยกย่องให้เขาเป็นกษัตริย์ ทว่า พอเขาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ก็ลุ่มหลงในสุราและนารี ฆ่าฟันผู้คนตามอำเภอใจ กลายเป็นทรราช ราษฎรล้วนแต่โกรธแค้นและชิงชังเขาเป็นที่สุด โฮ่วอี้รู้ตัวว่าคงจะอยู่เป็นสุขเช่นนี้ไปได้อีกไม่นาน จึงเดินทางไปที่ภูเขาคุนหลุน (คุนลุ้น ) เพื่อขอยาอายุวัฒนะจากเจ้าแม่หวังหมู่มากิน แต่ฉังเอ๋อ ภรรยาของเขากลัวว่า ถ้าสามีของเธอมีอายุยืนนานโดยไม่มีวันตายเช่นนี้ อาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่ราษฎรเป็นแน่ คิดดังนี้แล้วเธอจึงตัดสินใจแอบนำยาอายุวัฒนะนั้นมากินเสียเอง แต่พอกินเข้าไป ร่างของเธอก็เบาหวิว แล้วก็ลอยขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ นับแต่นั้นมา บนดวงจันทร์ก็ปรากฏภาพเทพธิดา ที่เชื่อกันว่าเป็นฉังเอ๋อนี้เอง

zhongqiujie3

จากหนังสือบันทึกโบราณ โจวหลี่ ระบุว่า พิธีเซ่นไหว้พระจันทร์ทั่วทั้งประเทศนั้น เริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งที่มาของพิธีในเทศกาลนี้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับตำนานความฝัน ของกษัตริย์

ถังหมิงหวง เสด็จประพาสพระราชวังบนดวงจันทร์ เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ในกลางดึกของคืนเดือนเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 กษัตริย์ถังหมิงหวงบรรทมหลับไปแล้วทรงพระสุบินว่า พระองค์ลอยขึ้นไปเที่ยวชมพระราชวังบนดวงจันทร์ และได้พบเทพธิดาบนดวงจันทร์กำลังร่ายรำอยู่อย่างงดงาม ในฝันนั้น พระองค์ทรงเพลิดเพลินและเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งเมื่อตื่นพระบรรทมและทรงโปรดให้พระสุบินนั้นเป็นความจริ ง จึงมีรับสั่งให้นางสนมแต่งตัวและร่ายรำเลียนแบบเทพธิดาในฝัน ตั้งแต่นั้นมาทุกวั นขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 พระองค์ก็รับสั่งให้จัดเครื่องเซ่นไหว้พระจันทร์ และทอดพระเนตรความงามของพระจันทร์ไปพร้อมกับการร่ายรำของนางสนม ประเพณีปฏิบัติเช่น นี้ ภายหลังได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ และเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับ เทศกาลตรุษจีน และเทศกาลไหว้ขนมจ้าง ( ขนมบ๊ะจ่าง ) บอกเล่าเรื่อง"ขนมเปี๊ยะ" เทศกาลไหว้พระจันทร์ มีเครื่องเซ่นไหว้เป็นขนมเปี๊ยะ เช่นเดียวกับเทศกาลอื่นๆที่มีสัญลักษณ์ต่างๆกันไป เช่น เทศกาลไหว้ขนมจ้าง ก็มีขนมบ๊ะจ่าง เทศกาลหยวนเซียว (เทศกาลโคมไฟ) ก็มีขนมสาคูต้ม (ทางหยวน) ขนมไหว้พระจันทร์ เรียกในภาษาจีนว่า "เย่ว์ปิ่ง" "เย่ว์" แปลว่า พระจันทร์ "ปิ่ง" แปลว่า ขนมเปี๊ยะ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นศิริมงคล ความปรารถนาดีต่อกัน และความสมัครสมานสามัคคี เพราะในเทศกาลนี้คนในครอบครัวจะมาอยู่พร้อมหน้ากัน กินขนมไปพลาง ชมพระจันทร์ไปพลาง เดิมทีนั้น เย่ว์ปิ่ง เรียกว่า "หูปิ่ง" ซึ่งแปลว่า ขนมเปี๊ยะวอลนัท ซึ่งเป็นขนมแป้งอบของจีนทำมาจากงาและวอลนัท ชื่อ "หูปิ่ง" ภายหลังเปลี่ยนมาเป็น"เย่ว์ปิ่ง" ก็มีเรื่องเล่าเช่นกันว่าว่า ในคืนวันไหว้พระจันทร์ปีหนึ่ง พระเจ้าถังไท่จงปรารภขึ้นว่า ชื่อ "หูปิ่ง" ไม่ไพเราะ ขณะนั้นหยางกุ้ยเฟยสนมเอกของพระองค์ซึ่งนั่งชมจันทร์อย่างเพลิด เพลินอยู่ข้างๆ ก็เปรยขึ้นมาว่า "เย่ว์ปิ่ง" ที่แปลว่า ขนมเปี๊ยะพระจันทร์ ตั้งแต่นั้นมาจึงใช้ชื่อนี้เรียกแทน"หูปิ่ง" เรื่อยมา ตำนานของขนมไหว้พระ จันทร์ ก็มีเรื่องเล่าที่เกี่ยวโยงกับพงศาวดารจีนอยู่ด้วย กล่าวคือ เมื่อประมาณ 600 ปีก่อน เล่ากันว่ายุคปลายราชวงศ์หยวน เจงกิสข่านแห่งมองโกล เข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่และปกครองชาวจีนอย่างเข้มงวด ชาวจีนกลุ่มหนึ่งได้ก่อตั้งขบวนการใต้ดินเพื่อทำการก่อกบฏ พวกเขาคิดอุบาย โดยอาศัยงานวันไหว้พระจันทร์ ซึ่งจะมีการทำขนมเปี๊ยะขนาดใหญ่มีไส้หนา โดยภายในขนมได้ซ่อนจดหมายนัดแนะกันกำจัดพวกมองโกล กำหนดเวลาเที่ยงคืนของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นคืนก่อการ แล้วแจกจ่ายไปในหมู่ผู้ก่อการกบฏ ทำทีว่าเป็นการนำขนมไปแจกในหมู่ญาติสนิทมิตรสหาย เมื่อถึงเวลาตีเกราะเคาะร้องบอกกัน ก็จะลงมือสังหารชาวมองโกลทันที ภายหลังเมื่อชาวจีน ได้เอกราชคืน ได้ถือ วันเพ็ญเดือนแปด เป็นวันไหว้พระจันทร์เรื่อยมาและนำขนมเปี๊ยะนี้มาไหว้พระจันทร์ อีกด้วย เพราะถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความสามัคคีร่วมกัน

zhongqiujie5

วันไหว้พระจันทร์ปีนี้ตรงกับวันที่ 19กันยายน 2556 (ขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ตามปฎิทินจีน)

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย