วันสายตาโลก (World Sight Day)

posted on 27 May 2015 23:46 by conroykuze

               ดวงตา  นับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการมองเห็น   และไม่น่าเชื่อว่าจำนวนของคนที่ประสบปัญหาเกี่ยวข้องกับการมองเห็นบนโลกนี้จะมีเป็นจำนวนมาก  ซึ่งสถิติตัวเลขจากองค์การอนามัยโลกประจำปี ค.ศ. 2010   พบว่าทั่วโลกมีคนที่สายตาเลือนลางถึง 284 ล้านคน  และมีคนตาบอดมากถึง 35 ล้านคน  และที่สำคัญคือจำนวนผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นร้อยละ 80 นั้นสามารถป้องกันได้

654504-img-1359122038-1

               องค์การอนามัยโลก (World Health Organization)  ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้  และต้องการกระตุ้นให้ทุกคนเกิดการตื่นตัวกับการรณรงค์ป้องกันและฟื้นฟู การตาบอด และมองเห็นเลือนลางซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก  จึงได้จัดให้มีวัน  “สายตาโลก” (World Sight Day)  ขึ้น  โดยเป็นวันพิเศษที่ถูกจัดขึ้นทุกปีใน วันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนตุลาคม   ซึ่งในปี พ.ศ.2556 นี้ ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม 2556

02032009014434

               การที่คนเราสามารถมองเห็นภาพต่าง ๆ ได้นั้นเป็นเพราะแสงตกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่ตาเรา  ผ่านทางกระจกตา  รูม่านตา  แก้วตา แล้วไปตกที่จอตา  เซลล์รับภาพที่จอตาจะรับภาพจะรับภาพในลักษณะหัวกลับ  และส่งไปตามเส้นประสาทสู่สมองเพื่อทำหน้าที่แปลภาพหัวกล้บเป็นหัวตั้งดังภาพที่เราเห็นนั่นเอง  ส่วนประกอบโครงสร้างของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นทุกส่วนจึงนับว่ามีความสำคัญทั้งสิ้น  ซึ่งหากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งทำงานผิดปกติไป  ก็อาจส่งผลให้การเห็นผิดปกติผิดเพี้ยนไปได้  และโรคที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการตามัวจนไปถึงตาบอดซึ่งพบบ่อย  มีดังนี้

ต้อกระจก (cataract)                 ต้อกระจก  เกิดจากเลนส์กระจกตาเสื่อม ทำให้เลนส์แก้วตาขุ่นมัวทำให้มองไม่ชัด อ่านหนังสือไม่ชัด แก้วตาที่ขุ่นลงนี้ ส่งผลให้กำลังหักเหของแสงผิดไป ตลอดจนขัดขวางไม่ให้แสงเข้าตา ผู้นั้นจึงมองภาพเห็นภาพไม่ชัด

norm_l-horz          

               เลนส์กระจกตาที่เสื่อมลงนี้อาจเกิดจากอายุที่มากขึ้น  พันธุกรรม หรือเกิดจากติดเชื้อจากมารดาขณะตั้งครรภ์ก็ได้  ทำให้โรคนี้สามารถพบได้ทั้งในผู้สูงอายุ  วัยรุ่น  และเด็ก  โดยโรคต้อกระจกนี้ถือเป็นโรคตาที่พบได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง

ริดสีดวงตา (Trachoma) 

06

               เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ตาซึ่งอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนทำให้ตาบอดก่อนวัย ได้ สาเหตุที่สำคัญคือเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Chlamydia trachomatis   เริ่มต้นอาจจะมีอาการระคายเคืองตา และมีหนองอกเล็กน้อย   หากมีการติดเชื้อซ้ำอาจจะทำให้เกิดตาบอดได้ในที่สุด

               ผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงตาจะมีอาการตาแดง น้ำตาไหล มีขี้ตา บางคนอาจรู้สึกคล้ายมีผงอยู่ในตา ทำให้เคืองตา  หากพลิกหนังตาบนดู จะพบเป็นตุ่มเล็ก ๆ ที่เยื่อบุตา   ระยะแรกการมองเห็นยังปกติดี  หากเป็นนานเข้าบริเวณที่เป็นตุ่มเล็ก ๆ จะกลายเป็นเส้นพังผืดเกิดแผลเป็น  ลักษณะเป็นเส้นขวางสลับกับตุ่ม ตามด้วยการมีแผลอักเสบเล็ก ๆ ตาดำ (กระจกตา)  โดยเฉพาะส่วนบน นานเข้าการอักเสบลึกลงไปในเนื้อตาดำจนเห็นเป็นฝ้าขาว ร่วมกับมีหลอดเลือดจากตาขาว (เยื่อบุตา) เข้าสู่ตาดำ เรียกว่า Pannus (ในคนปกติจะไม่มีหลอดเลือดเข้าตาดำเลย)

โรค Onchocerciasis (River blindness) 

World-Sight-Day04

               ที่มาของชื่อ River blindness นี้เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำ ทั้งในทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกาใต้   โดยมีแมลงวันดำ (black fly) เป็นพาหะนำเชื้อปรสิตที่ชื่อ Onchocerca volvulus เข้าสู่คน

ตาบอดในเด็ก (childhood blindness) 

6100-103

               สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดในเด็กที่เป็นปัญหาทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่พัฒนา คือ ขาดวิตามินเอ  ภาวะนี้จะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เด็กที่ขาดวิตามินเอติดเชื้อได้ง่าย และอาจถึงกับเสียชีวิตได้   สำหรับผลกระทบด้านดวงตา จะมีผลให้เยื่อบุตาแห้ง อาจเกิดแผลที่กระจกตาตามมา ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลงอย่างมาก สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดในเด็กได้แก่ โรคที่เป็นแต่กำเนิด เช่น ต้อหิน ต้อกระจก โรคมะเร็งของประสาทตา รวมถึงกรณีที่มารดาเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์หรือดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ทำให้เส้นประสาทตาเจริญผิดปกติประสาทตาฝ่อได้

สายตาผิดปกติ 

iq40069facb12210d66405d2ea7e64e967

               ได้แก่ สายตา สั้น ยาว และสายตาเลือนลาง  แม้ว่าจะแก้ไขได้ด้วยการใส่แว่นสายตาที่เหมาะสม  แต่ปัญหานี้ยังคงเป็นสาเหตุหลักของตามัวทั่วโลก ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพชีวิตที่แย่ลงได้ จากการประมาณการณ์ขององค์การอนามัยโลก ในปี 2010 ที่ผ่านมา ทั่วโลกพบปัญหานี้ได้ถึง 153 ล้านคน เนื่องจากประชากรบางแห่งยังไม่สามารถ เข้าถึงการตรวจวัดสายตา และได้รับแว่นที่เหมาะสม โดยเฉพาะประเทศยากจน และชุมชนที่ห่างไกล

               นอกจากโรคที่กล่าวมาแล้วนี้  ยังมีอีกหลากหลายโรคที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความผิดปกติทางการมองเห็น  ซึ่งบางโรคก็ไม่แสดงอาการผิดปกติให้เห็น  กว่าจะรู้ตัวก็รักษาไม่ทันเสียแล้ว  ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูแลสุขภาพของดวงตา  หมั่นถนอมและรักษาความสะอาดของดวงตา  และพบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจสายตาเป็นประจำ  อย่าปล่อยปะละเลยด้วยความประมาท  เพื่อเป็นด่านป้องกันไม่ให้ตนเองต้องตกอยู่ภายในโลกแห่งความมืดมิดค่ะ...

 

 

 

อ้างอิง -  สุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ -  ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย http://www.rcopt.org/ -  http://www.siamhealth.net/

Comment

Comment:

Tweet