ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com 


               ในฉบับที่ผ่านมาเราได้คุณผู้อ่านไปรู้จักกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาและความสำคัญของก๊าซธรรมชาติกันแล้ว มาถึงฉบับนี้เรายงมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติที่อยากนำมาบอกต่อกันอีกถึง  “ประโยชน์และความคุ้มค่า” ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ

oil

               ย้อนกลับไปถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการแสวงหาก๊าซธรรมชาติคือ “นำมาเป็นเชื้อเพลิง” ซึ่งการส่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงป้อนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม เรามักได้ยินเสมอว่าเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่าเปรียบเหมือนนำไม้สักเผาทำฝืน คำกล่าวนี้แม้จะใกล้เคียงความจริง แต่อาจไม่ช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนนัก เพราะแท้จริงแล้วการส่งก๊าซธรรมชาติเข้าเตาเผาเสมือนกับการส่งไม้สักทั้งท่อนไปเป็นฝืนโดยไม่ผ่านการจัดการใดๆ ทั้งที่ไม้สักท่อนนั้นสามารถถากเอาแต่เปลือก ตัดตาไม้ที่มีตำหนิหรือสับเป็นชิ้นเล็กๆก็ใช้เป็นฟืนได้เหมือนกัน โดปริมาณเชื้อเพลิงไม่ได้ลดน้อยลงไป ส่วนไม้แผ่นหรือไม้ชิ้นสวยๆ นั้นก็สามารถนำไปใช้ระโยชน์ด้านอื่นๆได้สมคุณค่ากว่า เช่น เป็นวัตถุดิบในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

               ดั้งนั้น การจัดการไม้สักให้คุ้มค่าก็ต้องมีการลงทุน และการลงทุนก็ต้องพิจารณาว่ามีไม้สักมากพอที่จะป้อนให้คนงานที่ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ทำอย่างคุ้มค่าแรงหรือไม่ และเมื่อได้วัตถุดิบส่งไปทำเฟอร์นิเจอร์แล้ว ความต้องการในตลาดมีมากพอหรือมีตลาดรองรับหรือไม่

               ก๊าซธรรมชาติก็เช่นกัน หากต้องการ “โรงแยกก๊าซธรรมชาติ” เพื่อแยกก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรม แต่ทั้งหมดก็ต้องพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนเป็นสำคัญในบางกรณีอาจต้องดูคุณภาพของไม้สักด้วย เช่น ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในพม่าเป็นก๊าซธรรมชาติที่มีคุณภาพต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติที่ขุดได้ในอ่าวไทยจึงส่งจากแหล่งขุดเจาะเข้าโรงไฟฟ้าโดยตรงไม่ผ่านโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็นต้น

news_img_40007_1

               แม้ว่าการตั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติจะได้วัตถุดิบที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อนำมาใช้ใน “อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นน้ำ (Upstream)” แต่วัตถุระสงค์หลักของโรงแยกก๊าซธรรมชาติก็คือ การป้อนเชื้อเพลิงให้กับภาคพลังงานเป็นหลัก เรื่องอื่นเป็นผลพลอยได้ เมื่อปริมาณการใช้ที่เพิ่มมากขึ้นจึงทำให้มีความเป็นได้ที่จะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องคือปิโตรเคมีซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ หมายถึงการเกิดโรงงานอุตสาหกรรมอีกมากมาย ทำให้มีการจ้างงานและเกิดธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกนานาชนิดอันเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

               ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้วัตถุดิบจากทั้งโรงกลั่นน้ำมันดิบและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ นำไปใช้ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก ตั้งแต่ชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บรรจุภัณฑ์ไปจนถึงเสื้อผ้า แต่กว่าจะได้นั้นมีต้นทางมาจาก “อุตสาหกรรมต้นน้ำหรือ Upstream Petrochemical Industry ” ตามที่กล่าวมา

               จากต้นน้ำไปยัง “ปลายน้ำหรือ Downstream Petrochemical Industry” นั้นคือการนำผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นมาผ่านกระบวนการต่างๆ ปิโตรเคมีขั้นปลายนี้แบ่งเป็นกลุ่มหลักๆได้แก่ กลุ่มพลาสติก (Plastic Resins) กลุ่มเส้นใยสงเคราะห์ (Synthetic Fibres) กลุ่มยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubbers,Elastomers) และกลุ่มสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์กาว (Synthetic Coating and Adhesive Materials) ซึ่งในการแปรรูปสินค้าข้างต้นนี้จะต้องมีอุตสาหกรรมสนับสนุนคืออุตสาหกรรมแม่พิมพ์ (Mould & Die Industry) เพื่อเตรียมแบบและแม่พิมพ์สำหรับการขึ้นรูปนั่นเอง

               สำหรับอีกด้านหนึ่ง ก๊าซธรรมชาติกล่าวได้ว่าเป็นเชื้อเพลิงแห่งอนาคต หากนิยามความต้องการเชื้อเพลิงในอนาคตหมายถึงพลังงานที่เผาไหม้สะอาดให้ประสิทธิภาพสูงและวางระบบร่วมกันได้ในกระบวนการผลิตและการผลิตความร้อน “ Co-generation การผลิตพลังงานไฟฟ้าร่วมกับพลังงานความร้อน” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งประโยชน์และความคุ้มค่าของก๊าซธรรมชาติ

               อธิบายอย่างง่ายๆว่า โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงเพื่อสร้างพลังงานความร้อนแบบเดิมจะแยกใช้งานจากระบบไฟฟ้าที่ส่งมาตามสาย  แต่ในโรงงานอุตสาหกรรมยุดใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสามารถประหยัดการใช้พลังงานได้อย่างมากเนื่องจากนำความร้อนที่เหลือจากการผลิตไฟฟ้ามาผลิตพลังงานในรูปแบบอื่น เช่น การทำไอน้ำ การอบแห้ง เป็นต้น จึงเป็นการประหยัดและลดการใช้ไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนการผลลดลง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งในทางทฤษฎีระบบ Co-generation จะช่วยประหยัดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ถึง 80% 

               ยัง…ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ก๊าซธรรมชาติยังมีประโยชน์และความคุ้มค่าในอีกแง่หนึ่งคือ “ระบบผลิตความเย็นร่วมกบไฟฟ้า” เรียกชื่อเต็มๆว่า “ระบบผลิตพลังงานความเย็นร่วมกับไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติหรือ Gas District Cooling and Co-generation” เป็นระบบผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นเพื่อใช้ในระบบปรับอากาศภายในอาคาร ซึ่งใช้ในพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างได้ผล เช่น ท่าอากาศยานสากลแห่งใหม่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย รวมถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ส่งผลให้อาคารขนาดใหญ่หลายแห่งในประเทศไทยเริ่มให้ความสนใจกับระบบพลังงานรูปแบบนี้

3

               ระบบผลิตพลังงานความเย็นร่วมกับไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติเหมาะอย่างยิ่งสำหรับระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ ทำงานโดยการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้าและนำพลังงานความร้อนที่เหลือมาผลิตน้ำเย็น ตามหลักการนำพาความร้อน สามารถนำมาใช้กับระบบรับอากาศโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดพลังงานและเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันก็มีประสิทธิภาพในการผลิตความเย็นและไฟฟ้าได้ถึง 80% นับว่าเป็นการใช้ทรัพยากร “ก๊าซธรรมชาติ” ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าเป็นที่สุด

               อ่านจบแล้วลองหันไปมองรอบๆตัว เชื่อว่าข้าวของไม่ต่ำกว่า 10 ชิ้นต้องมี “ส่วนผสมของก๊าซธรรมชาติ” บ้างไม่มากก็น้อย สิ่งเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เรารู้ซึ่งถึง “คุณค่าของพลังงาน” ที่แทรกอยู่ในทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ทุกคนจริงๆ แล้วรอลุ้นกันว่าฉบับหน้าเรื่องราวของ “ก๊าซธรรมชาติ” จะมีอะไรให้ทุกคนเซอร์ไพร์สได้อีก...

 

Comment

Comment:

Tweet